อธิบดี สมชาย ชาญณรงค์กุล ตั้งเป้า ปี 2555 ยกเครื่องนักส่งเสริมสหกรณ์ทั่วประเทศวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2554 เวลา 10:53:44 น.
Share23 บทความพิเศษ สิรินนา อ้นบุตร
นับตั้งแต่ ปี 2545 ภายหลังการปรับโครงสร้างภายในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้างดังกล่าว โดยการย้ายสหกรณ์อำเภอมาประจำที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัด ส่งผลกระทบก่อให้เกิดปัญหา ขาดความใกล้ชิดและการติดต่อประสานงานในการทำงานร่วมกับสหกรณ์ และปัญหาการเข้าถึงข้อมูลที่เป็นปัญหาของสหกรณ์ได้ทันกับสถานการณ์ สิ่งที่ตามมาคือ ความล่มสลายของสหกรณ์หลายแห่ง อันเนื่องมาจากการบริหารจัดการที่ขาดความใกล้ชิดของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ ทำให้แนวทางในการดำเนินงานของสหกรณ์เปลี่ยนไปจากหลักการสหกรณ์ที่แท้จริง และมีความหลากหลายของรูปแบบธุรกิจที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบสหกรณ์โดยรวม เป็นปัญหาที่ลุกลามใหญ่โต และส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาที่ยากขึ้น
กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงเร่งปรับระบบการทำงาน ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่ไม่สามารถเพิ่มอัตรากำลังได้ และงบประมาณค่อนข้างจำกัด โดยการจัดระบบการทำงานของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ที่กระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ให้มีความชัดเจน เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับสมาชิกสหกรณ์ได้ตรงจุดเป้าหมายที่สุด โดยการปรับระบบเป็นหน่วยส่งเสริม เป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็ว มีการกำหนดความชัดเจนในการเข้าไปทำงาน และกำหนดแผนการทำงานของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ในแต่ละวันแต่ละสัปดาห์ ในการเข้าไปให้คำแนะนำและช่วยสนับสนุนสหกรณ์
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ต้องทำหน้าที่ในการวิเคราะห์ตัวตนที่แท้จริงของสหกรณ์ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้สหกรณ์ได้มีส่วนร่วมในการวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง และสิ่งที่เป็นปัญหาของสหกรณ์ นักส่งเสริมสหกรณ์ต้องทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการพัฒนา ให้สหกรณ์คิดเป็น ทำเป็น และเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยมีคู่มือการทำงานของนักส่งเสริมสหกรณ์ ที่เรียกว่า CPD Card ซึ่งเป็นบัตรประจำตัวของแต่ละสหกรณ์ ที่จะบอกรายละเอียดของการลงไปตรวจเยี่ยมสหกรณ์ และสถานภาพของสหกรณ์เป้าหมาย รวมถึงผลการวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง ของสหกรณ์ เพื่อให้รู้ถึงปัญหาของแต่ละสหกรณ์ว่ามีกี่ปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข และจะแก้ไขด้วยวิธีการใด จากนั้นจะติดตามความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน
CPD Card จึงเป็นคู่มือในการทำงานและบันทึกผลการปฏิบัติงานของนักส่งเสริมสหกรณ์ในแต่ละวันว่า ได้ไปตรวจเยี่ยมสหกรณ์ใดบ้าง และปฏิบัติงานร่วมกับสหกรณ์ โดยการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานของสหกรณ์แต่ละแห่ง เมื่อพบว่าสหกรณ์นั้นมีปัญหา จะต้องบันทึกผลว่าพบปัญหาของสหกรณ์กี่เรื่อง รวมถึงข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาแต่ละเรื่องควรแก้ไขด้วยวิธีการใด ซึ่งจะทำให้สามารถติดตามความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาของสหกรณ์ได้สะดวก ทำให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์วางแผนในการทำงานแต่ละสัปดาห์ๆ ว่า สัปดาห์นี้ควรเข้าไปแนะนำส่งเสริมสหกรณ์ในเรื่องใด เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการเข้าไปทำงานของนักส่งเสริมสหกรณ์
นโยบายหลักที่สำคัญคือ การมีส่วนร่วมของสหกรณ์ในการพัฒนาองค์กรของตนเอง เนื่องจากบางสหกรณ์ทำธุรกิจหลายประเภท เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์กับสหกรณ์ต้องทำงานและแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการ เพื่อให้การขับเคลื่อนระบบการส่งเสริมสหกรณ์ให้สามารถเดินหน้าต่อไป แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่
1. การอบรมเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์เพื่อทำหน้าที่เป็นเทรนเนอร์ (Trainer) โดยจัดระบบความคิดและสร้างความเข้าใจในการส่งเสริมสหกรณ์รูปแบบใหม่
2. เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ที่ผ่านการอบรมให้เป็นเทรนเนอร์ ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้แก่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์อื่นๆ เพื่อให้นำไปขยายผลต่อ และ
3. จัดตั้งฝ่ายติดตามผลการทำงานของเทรนเนอร์ และการอำนวยความสะดวก สนับสนุนการปฏิบัติงาน ทั้งในเรื่องการบริหารจัดการ งบประมาณ โดยจะมีการประเมินผลเป็นระยะๆ
การประเมินผลระบบการส่งเสริมสหกรณ์รูปแบบใหม่นี้ แบ่งเป็น 2 ลักษณะ สิ่งแรกคือ ประเมินว่าการที่นำระบบการส่งเสริมสหกรณ์ใหม่มาใช้นั้นมีความเหมาะสมกับลักษณะงานมากน้อยเพียงใด กับการประเมินผลกระทบที่เกิดกับสหกรณ์ ว่าการใช้รูปแบบการส่งเสริมสหกรณ์ใหม่นี้ สหกรณ์สามารถบริหารจัดการสหกรณ์ได้ดีขึ้นหรือไม่ ปัญหาเรื่องการทุจริตในสหกรณ์ลดลงมากน้อยเพียงใด และสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องการดำเนินธุรกิจที่ผิดไปจากหลักการสหกรณ์ได้หรือไม่ เพื่อปรับระบบการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยคาดหวังว่าการขับเคลื่อนภายในระยะเวลา 6 เดือน จะประเมินได้ว่า ระบบการส่งเสริมสหกรณ์นี้เดินมาถูกต้องแล้ว หรือมีประเด็นใดที่ต้องปรับเนื้อหาและรูปแบบ เพื่อให้เข้าสู่เป้าหมายได้เร็วมากยิ่งขึ้น
คุณสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวถึงการจัดระบบส่งเสริมสหกรณ์ใหม่นั้น สามารถดำเนินการได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่ยากคือ เนื้อหาที่จะเข้าไปส่งเสริม ทำอย่างไรจึงจะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องสมาชิกสหกรณ์ได้ตรงจุดที่สุด แก้ปัญหาได้ตรงเป้าหมายที่สุด กรมพยายามขับเคลื่อนทั้งระบบการส่งเสริมสหกรณ์และระบบการบริหารงานของสหกรณ์ ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน สิ่งนี้ถือเป็นเป้าหมายแรกที่จะใช้ขับเคลื่อนในปีงบประมาณ 2555 โดยตั้งเป้าหมายว่า 3 เดือนแรก ดำเนินการใน 27 จังหวัดนำร่อง เพื่อเป็นต้นแบบ หลังจากนั้น 3 เดือน จะขยายผลเพื่อดำเนินการเต็มพื้นที่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 เป็นต้นไป ภายใน 6 เดือน คาดว่าจะประเมินได้ว่า ระบบที่ดำเนินการมานี้ นำมาปรับใช้ได้ถูกต้องแล้ว หรือยังมีประเด็นใดที่ต้องปรับเปลี่ยนเพิ่มเติม เพื่อให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ปฏิบัติงานได้เข้าถึงเป้าหมายอย่างรวดเร็ว และช่วยแก้ไขปัญหาของสหกรณ์ได้อย่างครบวงจร นี่คือ สิ่งที่กรมส่งเสริมสหกรณ์อยู่ระหว่างการดำเนินการ เพื่อประกาศให้ ปี 2555 เป็นปีแห่งการปรับระบบการส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งใน 3 เดือนแรก จะขับเคลื่อนไป 27 จังหวัดนำร่อง จากนั้นจะขยายผลเพื่อดำเนินการเต็มพื้นที่ทั้ง 77 จังหวัด ตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม 2555 เป็นต้นไป เพื่อการก้าวเข้าสู่เป้าหมายของการพัฒนางานสหกรณ์อย่างแท้จริง